SBI, DigiFT และ Startale เตรียมโทเคไนซ์กองทุน 1.3 พันล้านดอลลาร์ ใช้สเตเบิลคอยน์ JPYSC เป็นชั้นชำระราคา

สรุปภาพรวมตลาดด้วย AI
SBI, DigiFT และ Startale เสร็จสิ้น PoC โดยใช้สเตเบิลคอยน์เยน JPYSC เพื่อทำให้การชำระบัญชีเกือบจะทันทีและการกระจายเงินปันผลอัตโนมัติบนเชนสำหรับหน่วยของกองทุนที่ถูกโทเคไนซ์บน Ethereum testnet ก่อนการโทเคไนซ์กองทุนหุ้นญี่ปุ่นมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ความริเริ่มนี้เน้นย้ำสเตเบิลคอยน์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในฐานะรางการชำระบัญชีสำหรับ RWA และส่งสัญญาณถึงการทดลองในระดับสถาบันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ของการบูรณาการกับแพลตฟอร์ม DeFi เพื่อใช้เป็นหลักประกันและการบริหารสินทรัพย์แบบโปรแกรมได้
ระดับผลกระทบ
● ปานกลาง
สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ
ETH/USDT+3.07%
ข้อมูลเชิงลึกจาก AI · ETH/USDTข้อมูลเชิงลึกจาก AI
▲ ขาขึ้น
เทรดตอนนี้
⚠️ ข้อความเชิงลึกนี้สร้างขึ้นโดย AI โดยอ้างอิงจากเนื้อหาข่าวเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือสะท้อนทัศนะของ BingX การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดซื้อขายด้วยความระมัดระวัง
SBI Group, DigiFT และ Startale Group เสร็จสิ้นการทดสอบแนวคิดร่วม (proof of concept: PoC) เพื่อสาธิตวงจรครบถ้วนของ "หลักทรัพย์แบบโทเคไนซ์" โดยใช้ JPYSC สเตเบิลคอยน์เยนญี่ปุ่นแบบ trust-based เป็นกลไกชำระราคา ตั้งแต่การจองซื้อกองทุนไปจนถึงการจ่ายเงินปันผลแบบออนเชน ไฮไลต์สำคัญของการทดสอบครั้งนี้คือการทดลองบนเครือข่าย Ethereum testnet จำนวน 2 รอบ เพื่อพิสูจน์การชำระราคาและการจ่ายผลตอบแทนแบบอัตโนมัติด้วย JPYSC โดยรอบแรกแสดงให้เห็นว่าสามารถหลีกเลี่ยงรอบชำระราคาแบบเดิมที่ใช้เวลาหลายวัน ทำให้การจองซื้อกองทุนมีความ "เสร็จสิ้นเกือบทันที" ลดความเสี่ยงคู่สัญญา และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน ส่วนรอบที่สองใช้สมาร์ตคอนแทร็กต์คำนวณและกระจายเงินปันผลอัตโนมัติไปยังกระเป๋าของผู้ถือโทเคนที่มีสิทธิ์ทันทีที่ทะเบียนการจ่ายเงินปันผลได้รับการยืนยัน ทั้งสามบริษัทระบุว่า แม้ตลาดสินทรัพย์โลกจริงแบบโทเคไนซ์ (RWAs) เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การชำระเงินสดและการจ่ายเงินปันผลจำนวนมากยังต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานธนาคารแบบเดิมที่ช้า การนำ JPYSC มาเป็นชั้นชำระราคาที่อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแล จึงช่วยให้ตลาดทุนดิจิทัลเข้าใกล้การชำระราคาที่มีความเป็นที่สุด (finality) แบบเกือบทันที และรองรับการดำเนินงานต่อเนื่องด้วยระบบอัตโนมัติ ภายใต้โครงการนี้ SBI Group และ DigiFT เดินหน้าจัดทำโทเคไนซ์ให้กับ "SBI Japan High Dividend Equity Fund" ซึ่งบริหารโดย SBI Asset Management และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หุ้นจดทะเบียนชั้นนำของญี่ปุ่น โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ (¥200 พันล้าน) Tomoya Asakura ซีอีโอของ SBI Global Asset Management กล่าวว่า แม้อุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์ลดต้นทุนของ ETF และกองทุนรวมได้มากแล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการซื้อขาย การชำระราคา และการจ่ายผลตอบแทนยังมีช่องให้พัฒนาอีกมาก พร้อมระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยให้การดำเนินงานคล่องตัวขึ้น ยกระดับประสบการณ์ผู้ลงทุน และเสริมความสามารถการแข่งขันของตลาดทุนญี่ปุ่นในเวทีโลก โครงการนี้ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในครั้งแรกๆ ในเอเชียที่โทเคนบน testnet ซึ่งเป็นตัวแทนสเตเบิลคอยน์เยนญี่ปุ่นภายใต้การกำกับดูแล ถูกนำไปใช้ทั้งในกระบวนการชำระราคาตลาดแรก (primary settlement) และการกระจายรายได้ในตลาดรอง (secondary income distribution) Sota Watanabe ซีอีโอของ Startale Group ระบุว่า อนาคตของตลาดทุนไม่ได้หยุดอยู่ที่การโทเคไนซ์สินทรัพย์เท่านั้น โดย PoC นี้แสดงให้เห็นว่าสเตเบิลคอยน์ที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อย่าง JPYSC สามารถขับเคลื่อนตั้งแต่การชำระราคาแบบทันทีไปจนถึงการจ่ายเงินปันผลแบบตั้งโปรแกรมได้ เพื่อวางรากฐานสู่ระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และทำงานร่วมกันได้มากขึ้น ด้าน Henry Zhang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ DigiFT เน้นว่า "การทำงานร่วมกันได้" (interoperability) เป็นหัวใจของการขยายโทเคไนซ์ระดับสถาบัน พร้อมชี้ว่า PoC นี้สะท้อนบทบาทของสเตเบิลคอยน์ที่กำกับดูแลได้ในการเชื่อมเข้ากับโมเดลปฏิบัติการของกองทุนแบบโทเคไนซ์ที่มีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้นำ ขั้นถัดไป ทั้งสามบริษัทเตรียมศึกษาการเชื่อมสินทรัพย์หุ้นญี่ปุ่นที่ถูกโทเคไนซ์เข้ากับแพลตฟอร์มการเงินไร้ศูนย์กลาง (DeFi) สำหรับสถาบัน โดยพิจารณาความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศ เช่น Morpho และ Gauntlet เพื่อทดสอบกรณีใช้งานขั้นสูง อาทิ การกู้ยืมแบบมีหลักประกัน และการบริหารสินทรัพย์บนเชนแบบตั้งโปรแกรมได้ภายใต้กรอบกำกับดูแล