อินเดียขยายกรอบ FATCA/CRS ครอบคลุมคริปโตและสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC)

อินเดียเดินหน้าคุมการรายงานภาษีระหว่างประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้น หลังกรมสรรพากรปรับแนวปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) และมาตรฐาน Common Reporting Standard (CRS) เพื่อดึง "คริปโตที่เข้าข่ายตามข้อกำหนด" สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) และผลิตภัณฑ์เงินดิจิทัลอื่นๆ เข้ามาอยู่ภายใต้ภาระหน้าที่รายงานร่วมกับสินทรัพย์การเงินแบบดั้งเดิม ตามรายงานของ Economic Times ภายใต้แนวทางใหม่ สถาบันการเงินที่มีหน้าที่รายงาน เช่น ธนาคาร บริษัทกองทุนรวม บริษัทประกันภัย ผู้รับฝากทรัพย์สิน (custodians) และหน่วยงานอื่นที่อยู่ในขอบเขต จะต้องระบุบัญชีที่ต้องรายงาน ตรวจสอบถิ่นที่อยู่เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษีของลูกค้า และเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีของอินเดียในกรอบ Automatic Exchange of Information (AEOI) การตรวจสอบสถานะ (due diligence) จะเข้มขึ้นสำหรับบัญชีมูลค่าสูงที่มียอดคงเหลือเกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้มีหน้าที่รายงานต้องดำเนินขั้นตอนทบทวนเพิ่มเติมก่อนจัดชั้นบัญชีดังกล่าวเพื่อการรายงาน นอกจากนี้ แนวปฏิบัติยังปรับกระบวนการยืนยันถิ่นที่อยู่ทางภาษีและการระบุบัญชีที่ต้องรายงานให้สอดคล้องกันในทุกสถาบันที่อยู่ภายใต้ FATCA และ CRS การระบุคริปโต CBDC และผลิตภัณฑ์เงินดิจิทัลอย่างชัดเจน ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลถูกผนวกเข้าสู่ช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิมอย่างเป็นระบบมากขึ้น ส่งผลให้เกณฑ์ปฏิบัติตามกฎ (compliance) ของแพลตฟอร์มซื้อขาย ผู้รับฝากทรัพย์สิน และผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ สูงขึ้น และเพิ่มโอกาสที่ข้อมูลภาษีข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมคริปโตจะถูกแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดรับกับมาตรการกำกับดูแลคริปโตในอินเดียที่ทยอยเข้มขึ้นก่อนหน้านี้ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หน่วยงาน Financial Intelligence Unit (FIU) ขอให้แพลตฟอร์มรายใหญ่เก็บรักษาบันทึกการซื้อขายคริปโตนอกกระดาน (OTC) ที่มีมูลค่าเกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเริ่มนับตั้งแต่มกราคม 2026 ครอบคลุมข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง แหล่งที่มาของเงิน วัตถุประสงค์การทำรายการ และกระเป๋าปลายทาง ตามรายงานก่อนหน้าของ crypto.news FIU ยังเข้มงวดข้อกำหนด KYC และการอัปเดตข้อมูลลูกค้าเป็นระยะภายใต้กฎป้องกันการฟอกเงินของอินเดีย ฝ่ายภาษีของอินเดียระบุความท้าทายด้านการบังคับใช้ที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มต่างประเทศ กระเป๋าส่วนบุคคล และการเทรดแบบเพียร์ทูเพียร์ Reuters อ้างเอกสารภายในของ Income Tax Department ที่แสดงความกังวลว่ากระแสธุรกรรมเหล่านี้ทำให้การจัดเก็บภาษีทำได้ยากขึ้น โดยมีผู้ทำธุรกรรมคริปโตราว 645,000 คนในช่วงปีสิ้นสุดถึงมีนาคม 2023 แต่มีผู้เปิดเผยธุรกรรมดังกล่าวในแบบยื่นภาษีน้อยกว่าหนึ่งในสี่ ปัจจุบัน อินเดียเก็บภาษีกำไรจากคริปโตในอัตรา 30% แต่ยังไม่มีกรอบกฎหมายรวมที่ครอบคลุมสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India) เคยเสนอให้กันคริปโตและสเตเบิลคอยน์ที่เอกชนออกเองออกจากระบบการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับ โดยชี้ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน และกังวลว่าสเตเบิลคอยน์ที่อิงสกุลเงินต่างประเทศอาจบั่นทอนอธิปไตยทางการเงินและทำให้กำไรที่ต้องเสียภาษีถูกซ่อนเร้น ในเชิงปฏิบัติ แพลตฟอร์มซื้อขาย ผู้รับฝากทรัพย์สิน และสถาบันการเงินจำเป็นต้องปรับระบบรายงาน เวิร์กโฟลว์ KYC และกระบวนการตรวจสอบสถานะ เพื่อรองรับการเก็บข้อมูลและการจัดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้าข่าย สำหรับผู้ถือคริปโตฐานะมั่งคั่ง เกณฑ์ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นสัญญาณว่าการตรวจสอบจะเข้มขึ้น ส่วนหน่วยงานกำกับและภาครัฐ แนวปฏิบัติ FATCA/CRS ที่อัปเดตจะเป็นเครื่องมือเพิ่มเติมในการติดตามกระแสคริปโตข้ามพรมแดนและเรียกเก็บภาษีที่ค้างชำระ การปรับแนวทางของ CBDT จึงสะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการบูรณาการสินทรัพย์การเงินดิจิทัลเข้าสู่กรอบการรายงานภาษีระหว่างประเทศของอินเดีย ตอกย้ำแนวทาง "เน้นการปฏิบัติตามกฎก่อน" ในช่วงที่การถกเถียงเรื่องกรอบกำกับดูแลคริปโตในภาพใหญ่ยังดำเนินอยู่