Block ลดพนักงาน 40% ราว 4,000 ตำแหน่ง หุ้นพุ่ง 16% หลังปรับโครงสร้างสู่โมเดลขับเคลื่อนด้วย AI

Block Inc. ปรับลดพนักงานราว 4,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้จำนวนพนักงานจากมากกว่า 10,000 คน เหลือประมาณ 6,000 คน หรือหดตัวราว 40% โดยราคาหุ้นตอบรับเชิงบวกทันที หุ้น Block ซึ่งซื้อขายในตลาด NYSE ภายใต้สัญลักษณ์ XYZ ปรับขึ้นมากกว่า 16% เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และในช่วงซื้อขายนอกเวลาทำการเคยพุ่งได้สูงสุดถึง 24% บริษัทที่เดิมรู้จักในชื่อ Square แจ้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นการ "รีเซ็ตด้วย AI" ไม่ใช่การถอยทัพ โดย CEO แจ็ก ดอร์ซีย์ ระบุว่า Block จะเดินหน้าไปสู่โมเดลดำเนินงานที่เล็กลงและแบนราบขึ้น ลดบทบาทผู้จัดการระดับกลาง และใช้เครื่องมือ AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงาน Block ระบุถึงเครื่องมือที่อยู่ระหว่างพัฒนาหรือเริ่มใช้งานแล้ว ได้แก่ Square Managerbot ที่ออกแบบมาเพื่อส่งอินไซต์และคำแนะนำแบบเรียลไทม์ให้ผู้ขายบนแพลตฟอร์ม และ Builderbot สำหรับนักพัฒนา เพื่อเร่งเวิร์กโฟลว์การพัฒนาซอฟต์แวร์ภายในองค์กร ดอร์ซีย์ชี้ว่าการปรับโครงสร้างควรช่วยขยายมาร์จิน โดยอ้างถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและการเติบโตของกำไรขั้นต้น (gross profit) อย่างต่อเนื่อง เพื่อย้ำว่าการลดคนครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาณความตึงตัวของธุรกิจ ด้านธุรกิจคริปโตของ Block ยังไม่ถูกพูดถึงโดยตรงในประกาศลดพนักงาน แม้ Block จะเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่มีความเป็น "คริปโตเนทีฟ" สูง โดย Cash App เปิดให้ผู้ใช้หลายล้านรายซื้อขาย Bitcoin, Bitkey เป็นกระเป๋าฮาร์ดแวร์แบบดูแลคีย์เอง (self-custody) และ Proto เป็นโครงการฮาร์ดแวร์ขุด Bitcoin ที่มุ่งทำให้การขุดเข้าถึงได้ง่ายและกระจายศูนย์มากขึ้น บริบทการแข่งขันในธุรกิจชำระเงินยังเข้มข้นขึ้นจากฝั่งสเตเบิลคอยน์ โดย USDC ของ Circle และ USDT ของ Tether ถูกเชื่อมเข้ากับรางชำระเงิน (payment rails) ที่เริ่มแข่งขันกับโครงสร้างพื้นฐานฟินเทคแบบเดิม ซึ่งอาจกดดันมาร์จินของบริษัทที่พึ่งพาการประมวลผลการชำระเงินด้วยบัตรอย่าง Block ภาวะนี้ทำให้การลดต้นทุนด้วย AI มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เพราะหากมาร์จินการชำระเงินถูกบีบจากทางเลือกที่เป็นคริปโตเนทีฟ โครงสร้างต้นทุนต้องเพรียวพอที่จะรักษาความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้ คือทิศทางกำไรขั้นต้น การขยายตัวของอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (operating margin) และการเติบโตของรายได้ว่าจะเดินหน้าต่อหรือชะลอลงเมื่อทีมงานมีขนาดเล็กลง นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งยังประเมินเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยมองว่าการปรับโครงสร้างอาจเป็นตัวเร่งให้มาร์จินสูงขึ้นและเปิดรอบการทำกำไรระยะใหม่ ขณะที่การพุ่งขึ้นถึง 24% ในช่วงนอกเวลาทำการสะท้อนว่านักลงทุนสถาบันบางส่วนกำลังวางเดิมพันกับภาพดังกล่าว