2026-08-05 00:12:56บิตคอยน์เด้งกลับเหนือ 64,000 ดอลลาร์ หลังตลาดกังวลข่าว Coldcard ถูกแฮ็กกดแรงขาย สรุปภาพรวมตลาดด้วย AIBitcoin ฟื้นตัวกลับขึ้นเหนือ 64,000 ดอลลาร์ หลังร่วงลงอย่างรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความกังวลเรื่องการแฮ็กฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard และการเทขายด้วยความตื่นตระหนก ผู้ถือครองระยะสั้นเริ่มต้นด้วยการขายหนัก แต่กลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิ ซึ่งบ่งชี้ถึงการสะสมในระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ถือครองระยะยาวกำลังทยอยทำกำไร และกระแสสุทธิในสปอตยังคงเป็นบวก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการกระจายการถือครองที่ยังดำเนินต่อไป ขณะเดียวกัน กองทุน ETF Bitcoin สปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าในระดับมาก ช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านขาลงและทำให้การวางสถานะยังคงระมัดระวังระดับผลกระทบ ● ปานกลางสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบBTC/USDT+0.87%ข้อมูลเชิงลึกจาก AI · BTC/USDTข้อมูลเชิงลึกจาก AI● Neutralเทรดตอนนี้เทรดตอนนี้ →⚠️ ข้อความเชิงลึกนี้สร้างขึ้นโดย AI โดยอ้างอิงจากเนื้อหาข่าวเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือสะท้อนทัศนะของ BingX การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดซื้อขายด้วยความระมัดระวังกระแสเชิงลบต่อบิตคอยน์ (Bitcoin: BTC) พุ่งขึ้นสูงสุดวันที่ 31 กรกฎาคม หลังราคาดิ่งจากจุดสูงสุด 65,409 ดอลลาร์ ลงมาที่ 62,466 ดอลลาร์ภายในวันเดียว ก่อนจะอ่อนตัวต่อเนื่องในวันที่ 1 สิงหาคม แต่แรงกดดันดังกล่าวไม่ยืดเยื้อ ล่าสุดบิตคอยน์รีบาวด์จากจุดต่ำและกลับมายืนเหนือ 64,000 ดอลลาร์ในช่วงเช้าตรู่ของวันอังคาร เบื้องหลังแรงขายครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การเคลื่อนไหวของราคา โดยบรรยากาศ "ขาลง" ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลกรณีกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ถูกแฮ็ก ซึ่งกระตุ้นความตื่นตระหนกในตลาด ผู้ถือระยะสั้นเทขายก่อน แต่กลับลำเป็นซื้อสุทธิ กลุ่มผู้ถือระยะสั้น (Short-term holders: STH) หรือผู้ที่ถือ BTC น้อยกว่า 155 วัน เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่เริ่มขาย ส่งผลให้การปรับลงรอบนี้รุนแรงขึ้น ข้อมูลตัวชี้วัด STH profit/loss to exchange ของ Axel Adler ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมเกิดแรงขายต่อเนื่อง รวมสะสม 7,336.40 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 468.31 ล้านดอลลาร์ ณ เวลาจัดทำข่าว โดยปกติแรงเทขายขนาดนี้มักถูกตีความเป็นสัญญาณลบจากฝั่ง STH และมักกดราคาให้ปรับลงต่อ แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึกพบว่าการขายมีลักษณะคล้ายแรงตื่นตระหนกมากกว่า ล่าสุดวันที่ 3 สิงหาคม ตัวเลขพลิกเป็นซื้อสุทธิราว 3,150.66 BTC ต่างจากตัวเลขสุทธิ 7,551.09 และ 2,935.97 ที่บันทึกไว้ในวันที่ 1 และ 2 สิงหาคม การกลับมาซื้อสะท้อนการเริ่มสะสม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางในระยะถัดไป ผู้ถือระยะยาวก็มีส่วนกดดันตลาด แม้ STH จะเป็นตัวเร่งการปรับลงช่วงแรก แต่ผู้ถือระยะยาว (Long-term holders: LTH) หรือผู้ที่ถือเกิน 155 วัน ก็มีส่วนร่วมต่อแรงขายเช่นกัน ข้อมูล Spent Output Profit Ratio (SOPR) ชี้ว่า LTH ทำกำไรออกมามากกว่า STH โดยอัตราส่วน LTHSOPR ต่อ STHSOPR พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ราว 0.9355 และไต่ขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม อัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ว่าผู้ลงทุนระยะยาวกำลังขายมากขึ้น ซึ่งปกติเป็นกลุ่มที่มักถือผ่านความผันผวน การที่ตลาดจะกลับมาทรงตัวได้ จำเป็นต้องเห็นแรงขายจาก LTH ชะลอลง และเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวสะสม (consolidation) ตลาดสปอตยังเน้นทำกำไร แม้ราคาฟื้นตัว ฝั่งสปอตยังไม่ได้ตอบรับการรีบาวด์อย่างเต็มที่ โดยผู้เล่นในตลาดเลือก "ขายทำกำไร" ระหว่างที่ราคาฟื้นตัว ตัวเลข Spot netflow ล่าสุดเป็นบวกที่ 105.7 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าในรอบ 24 ชั่วโมง การขายมากกว่าการซื้อ และภาวะ netflow บวกต่อเนื่องเป็นวันที่ 15 โดยมีการรายงานตัวเลข 84.29 ล้านดอลลาร์ ในทางกลับกัน อุปสงค์จากสหรัฐฯ เคลื่อนไหวสวนทิศ โดยกองทุน US spot Bitcoin ETFs มีแรงซื้อเด่นขึ้นด้วยเงินไหลเข้าสุทธิรายวัน 170.09 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 3 สิงหาคม ทำให้มุมมองโดยรวมยังเอนเอียงเชิงบวกแบบระมัดระวัง สรุปภาพรวม บิตคอยน์เกิดแรงขายนำโดย STH แต่วันที่ 3 สิงหาคมพลิกเป็นซื้อสุทธิราว 3,150 BTC สะท้อนความตื่นตระหนกเริ่มถูกแทนที่ด้วยการสะสม ขณะเดียวกัน LTH ยังทยอยทำกำไรมากกว่า และ Spot netflow ยังเป็นบวก แต่เงินไหลเข้า ETF 170.09 ล้านดอลลาร์ช่วยประคองมุมมองเชิงบวกแบบ "ระวังตัว" โดยตลาดยังไม่กลับสู่ภาวะกระทิงอย่างชัดเจน ที่มาข้อจำกัดความรับผิดชอบ: เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น และไม่ถือเป็นจุดยืนของ BingX และไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนจาก BingX ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไข